โรคเส้นเลือดในสมองตีบ โรคเงียบที่น่ากลัว

อาการของโรคเส้นเลือดในสมองตีบ คงเห็นคนที่มีอาการแขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก เดินไม่ได้ มุมปากตก พูดไม่ชัด ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาดูปกติ มีความสุข ยิ้มแย้ม ร่าเริงแจ่มใสอยู่หรือไม่ แต่เพียงไม่กี่นาทีก็กลายเป็นว่าป่วยเข้าโรงพยาบาล คิดแล้วก็น่ากลัว ถ้าเป็นกับตัวเองขึ้นมาจะทำอย่างไรดี
ถ้าทั้งหมดนี้เกิดขึ้น คงเป็นข้อบ่งชี้ว่าเขาป่วยเป็นโรค “เส้นเลือดในสมอง” ซึ่ง นายแพทย์กานต์ ศักดิ์ศรชัย อายุรแพทย์ระบบประสาทสมอง โรงพยาบาลพญาไท 2 อธิบายว่า โรคเส้นเลือดในสมองเกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้สมองส่วนนั้นหยุดการทำงานซึ่งไม่สามารถรับรู้หรือรู้ตัวได้ ทั้งนี้จะพบว่าการเกิดเส้นเลือดในสมองตีบ 70 – 80 เปอร์เซ็นต์ และเกิดจากเส้นเลือดสมองแตก 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ และพบในผู้สูงอายุมากที่สุด ยิ่งอายุมากขึ้น โอกาสที่จะเป็นก็มากขึ้นตามไปด้วย โดยในคนไทยพบว่าอายุเฉลี่ยที่ป่วยเป็นโรคนี้มากที่สุดคือ 65 ปี แต่จริงๆ แล้ว คนวัยอื่นๆ ก็มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคนี้เช่นกัน จากสถิติจะพบว่า เพศชายมีโอกาสเกิดโรคได้มากกว่าเพศหญิง รวมถึงผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง มีประวัติสูบบุหรี่ และนอนกรนก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบได้มากกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ยังพบว่าในคนที่มีภาวะเลือดแข็งตัวง่ายกว่าปกติก็มีโอกาสเกิดโรคมากขึ้นด้วยเช่นกัน
อาการที่ฟ้องว่าเส้นเลือดในสมองตีบมีหลากหลายอาการ โดยส่วนใหญ่ คือ ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ทั้งนี้อาจจะเป็นเพียงชั่วคราวโดยที่อาการดังกล่าวหายไปได้เอง และบางครั้งก็อาจเป็นถาวรคือกลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ในที่สุด และหากอาการรุนแรงถึงขั้นเนื้อสมองบวมมาก ผู้ป่วยอาจจะซึมลงและเสียชีวิตได้ ซึ่งในประเทศไทยมีอัตราการ ดังนั้นหากมีอาการตามที่กล่าวมาข้างต้น ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับการรักษาโดยเร็วที่สุด เพราะหากชักช้าไม่รีบไปหาหมอ สมองของคุณจะถูกทำลายมากขึ้นในทุกวินาที

โพสท์ใน สุขภาพทั่วไป | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน โรคเส้นเลือดในสมองตีบ โรคเงียบที่น่ากลัว

อาการของการเป็นโรคไขมันพอกตับเป็นอย่างไร            

           อาการของการเป็นโรคไขมันพอกตับเป็นอย่างไร     

สำหรับโรค ไขมันพอกตับ ซึ่งเป็นโรคเกี่ยวกับตับที่เราควรต้องระวังเป็นอย่างมาก แต่ทว่าการเป็นโรคใดๆเกี่ยวกับตับเราก็ต้องระวังด้วยกันทั้งนั้น เพราะตับเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย เป็นจุดกลางใหญ่ที่ทำหน้าที่กระจายสิ่งต่างๆไปยังการทำงานในระบบอื่นๆ

           การพบแพทย์อย่างเร่งด่วนดีอย่างไร

สำหรับการเป็นโรคต่างๆไม่ว่าจะเป็นโรคตับหรือโรคเกี่ยวกับส่วนต่างๆของร่างกาย เมื่อเรารู้ความบกพร่องของร่างกายหรือรู้ว่าร่างกายของเราผิดปกติเราควรรีบไปพบแพทย์โดยทันที เพราะจะได้รักษาให้ทันท่างที เราควรหมั่นตรวจสุขภาพบ่อยๆหรือปีละครั้งก็ยังดี ซึ่งเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าร่างกายของเราจะเป็นอะไรหรือไม่ ยกตัวอย่างการเป็น โรคตับอักเสบบี

           หากเป็นโรคตับอักเสบบีควรทำอย่างไร

ก่อนอื่นหากท่านมีความผิดปกติหรือรู้ว่าตัวเองมีอะไรที่ผิดปกติไปจากเดิมก็ควรไปหาหมอในทันที แต่ทว่าหากคุณรู้ว่าเป็นโรคอะไรละก็จะได้รีบรักษาได้ทันท่วงที เพราะแพทย์จะมีวิธีการรักษาและวิธีการดูแลคุณในระหว่างการรักษา ซึ่งแพทย์จะให้คำแนะนำในการทานยาหรือการปัฎิบัติตนเองอย่างถูกวิธี เนื่องจากแพทย์จะทำการวิฉัยโรคต่างๆและระยะของโรคนั้นๆว่าอยู่ในระดับใด ควรใช้ยาอะไรที่เหมาะสมกับโรคนั้นๆ

           วิธีการดูแลตับให้แข็งแรงอยู่กับเราไปอย่างยาวนาน

  • คุณควรดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณน้อยๆหรือถ้าเป็นไปได้ก็ควรงด หากไม่สามารถที่จะลดได้ก็ควรดื่มให้น้อยลง คุณสามารถปรับลดปริมาณแอลกอฮอล์ลงได้ถ้าคุณตั้งใจทำหรืออาจจะหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุด
  • คุณควรทานอาหารให้ครบตามสูตร หรือการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อเป็นการบำรุงทุกส่วนของร่างกายให้แข็งแรง และควรเน้นอาหารไปทางผักและผลไม้ให้มาก เพราะร่างกายต้องการวิตามินเหล่านี้มากที่สุด ไม่ควรทานอาหารจำพวกที่มีไขมันมากเกินไป และควรใส่ใจเรื่องสุขภาพและรักษาน้ำหนักที่เหมาะสมแก่ร่างกายเอาไว้
  • คุณไม่ควรสูบบุหรี่เป็นอย่างยิ่ง เพราะมันส่งผลต่อตับ ปอด ของคุณโดยตรง กล่าวคือ หาเป็นคนที่สูบบุหรี่จัด หรือเลิกบุหรี่ไม่ได้ ก็ควรค่อยๆลดลง แต่ถ้าหากว่าเลิกได้ก็ควรที่จะเลิให้ขาด เพราะบุหรี่คือสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นที่สุด ซึ่งการงดการสูบบุหรี่หรือสูดดมควันบุหรี่เข้าไปในร่างกายเป็นการป้องกันต่อการเกิดโรคได้ดีที่สุด
  • การออกกำลังกาย ก็เป็นการช่วยทำให้ร่างกายมีความแข็งแรง ไม่เป็นโรคได้ง่าย และยังทำให้เรามีกิจกรรมทำให้เวลาว่างๆ เพื่อลดการเคลียด และยังเป็นการผ่อนคลายได้ในอีกรูปแบบหนึ่งอีกด้วย
  • การพักผ่อนก็เป็นส่วนสำคัญ บางคนพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็ทำให้ร่างกายอ่อนแอ และยังทำให้เรามีอาการเพลีย หงุดหงิดง่าย และเกิดอาการเคลียดตามมา
  • การฉีดวัคซีนป้องกัน คุณคงได้ยินเรื่องการคุ้มกันโรคต่างๆมาพอสมควรแล้ว ด้วยวิธีการฉีดวัคซีนป้องกัน สิ่งเหล่านี้จะบ่งบอกถึงการดูแลเราโดยที่กล่าวมาก่อนหน้านี้เราไม่สามรถทำได้ วัคซีนจึงเป็นตัวแทนกับสิ่งต่างๆที่เราไม่สามารถทำให้ให้มาดูแลและควบคุมแทนนั้นเอง แต่ทว่าการฉีดวัคซีนป้องกันก็มิใช่ว่าจะป้องกันเราได้ถึง 100 เปอร์เซนต์ แต่ทว่าหากเรามีการดูแลตนเองแบบข้างต้นที่เอ่ยมา ก็จะทำให้เรามีอายุที่ยืนยาว โดยไม่ต้องระวังเรื่องโรคภัยที่จะเข้ามาง่ายๆได้อีกเลย
โพสท์ใน สุขภาพทั่วไป | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน อาการของการเป็นโรคไขมันพอกตับเป็นอย่างไร            

อาหารที่เหมาะสำหรับคนเป็นโรคกระเพาะ

โรคกระเพาะ เป็นโรคที่เรียกได้ว่าเป็นโรคยอดฮิตในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะวัยนักเรียน นักศึกษา หรือแม้กระทั่งในวัยทำงาน ซึ่งบางครั้งการรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง กับการใช้ชีวิตที่เร่งรีบในทุกๆ วัน จนกระทั่งลืมดูแลตัวเองหรือดูแลได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะเรื่องการกิน บางครั้งก็ต้องทำงานล่วงเวลาจนลืมที่จะหาอะไรลงท้อง หรือการเรื่องบางเรื่องมาคิดจนทำให้เกิดเป็นความเครียด รู้รึเปล่าว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วมีผลต่อการเกิดโรคกระเพาะอาหาร เมื่อไหร่ที่โรคนี้แสดงอาการออกมา มันจะทรมานอย่างรุนแรง ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องดูแลตัวเองและรีบไปพบแพทย์เพื่อรับยามาบรรเทาอาการ

เพิ่มเติมสำหรับใครที่มีข้อสงสัยอยู่ว่า เมื่อเป็นโรคกระเพาะ มีอาหารประเภทใดบ้างที่ควรทาน หรือไม่ควรทาน เพื่อป้องกันการกระตุ้นโรคที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา วันนี้ก็มีความรู้มาฝากกันด้วย จะได้เป็นประโยชน์ต่อทุกคนๆ

ป่วย โรคกระเพาะ ทานอาหารอะไรได้บ้าง?

อาหารที่ย่อยง่าย

สำหรับผู้ป่วยโรคกระเพาะในระยะแรกที่ยังมีอาการของโรคที่รุนแรงพอสมควร ให้หาอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์จำพวก ไก่ ปลา กุ้ง ที่ทานแล้วสามารถย่อยได้ง่าย แต่ถึงจะเป็นเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่ายอยู่แล้วก็ควรจะเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน เพื่อช่วยให้กระเพาะอาหารที่แสนจะบอบบางในตอนนี้ย่อยได้อย่างรวดเร็ว และช่วยให้ร่างกายของเราไม่หลั่งน้ำย่อยออกมามาก กระเพาะอาหารก็จะได้ไม่เกิดความระคายเคือง

กล้วย

ในเปลือกและเนื้อของกล้วยจะมีสารอยู่ตัวหนึ่งที่เรียกว่า เซโรโทนิน เป็นสารที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะช่วยยับยั้งการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหารและจะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้เล็กบีบตัวมากขึ้น และช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้ทางอ้อม โดยวิธีการบริโภคกล้วยนั้นแสนจะง่าย เพียงใช้กล้วยน้ำว้าดิบที่แก่จัดทั้งลูกแบบไม่ปอกเปลือกนำไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วหั่นขวางเป็นชิ้นบางๆ คล้ายหั่นแตงกวาในข้าวผัด เสร็จแล้วเรียงใส่ถาด พยายามไม่ให้กล้วยวางซ้อนกันมาก จากนั้นนำไปตากแดดจัดๆ ประมาณ 3 แดด เมื่อครบแล้วนำมาตำให้ละเอียด แล้วเทเก็บใส่ในขวดปากกว้างและปิดฝาให้สนิท โดยวิธีการใช้ คือ ใช้ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำประมาณค่อนแก้ว แล้วดื่มหลังอาหารทุกมื้อ   อาการโรคกระเพาะจะค่อยเบาลง จนดีขึ้นเรื่อยๆ

โยเกิร์ต

ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะยังไม่ชัดเจนว่าคนที่ป่วยเป็นโรคกระเพาะสามารถทานโยเกิร์ตได้หรือไม่ ซึ่งมีคำยืนยันจากงานวิจัยระบุว่าสามารถที่จะทานโยเกิร์ตได้โดยไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อโรคกระเพาะ เนื่องจากในโยเกิร์ตมีจุลินทรีย์ดีอยู่ซึ่งช่วยกำจัดแบคทีเรียที่มีชื่อว่า เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori (H. pylori) ซึ่งเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดแผลขึ้นในกระเพาะอาหาร โดยเจ้าแบคทีเรียตัวนี้จะทำงานโดยการออกฤทธิ์ทำให้ผนังกระเพาะอาหารบอบบางขึ้น หรือทำให้แผลในกระเพาะที่หายแล้วกลับมาเป็นซ้ำ สรุปได้ว่าการทานโยเกิร์ตจะช่วยให้แบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของแผลในกระเพาะอาหารลดลง และส่งผลให้กระเพาะอาหารและการทำงานของลำไส้กลับมาเป็นปกติ

การดูแลตัวเองหลังพบแพทย์ เรื่องอาหารการกินก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยนอกจากจะต้องรักษาวินัยในการทานอาหารให้ตรงเวลา ดื่มน้ำ และผักผลไม้ให้มาก เพื่อเป็นตัวช่วยเป็นประโยชน์ในการขับถ่ายและการส่งเสริมการทำงานของลำไส้ สิ่งที่ควรระวัง คือ ไม่ควรซื้อยามาทานเอง โดยเฉพาะยาแก้ปวดจำพวก แอสไพริน เนื่องจากจะออกฤทธิ์กัดกระเพาะอาหารได้

โพสท์ใน สุขภาพทั่วไป | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน อาหารที่เหมาะสำหรับคนเป็นโรคกระเพาะ

โรคเกี่ยวกับ ต่อมทอนซิล แก้ไขได้

ต่อมทอนซิล (Tonsils) เป็นกลุ่มของเนื้อเยื่อ ประเภทต่อมน้ำเหลือง มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ภายในต่อมมีเม็ดเลือดขาวหลายชนิด ทำหน้าที่หลัก คือ การจับและทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายสู่ทางเดินอาหาร หน้าที่รอง คือ การสร้างภูมิคุ้มกัน

สำหรับการรักษาโรคที่เกี่ยวกับทอนซิล อาการบางอย่างจำเป็นต้องใช้วิธีที่เรียกว่า ทอนซิลเลคโตมี (Tonsillectomy) เป็นการผ่าตัดที่ทำกันมานาน แต่ทั้งนี้ในการแพทย์ปัจจุบันนิยมใช้การผ่าตัดต่อมทอนซิลร่วมกับการดมยาสลบ ซึ่งจากการรายงานพบว่าใน 1 ปี มีคนไข้ที่เข้ารับการผ่าตัดการอักเสบของทอนซิลเรื้อรังหรือทอนซิลขนาดโตที่อุดกั้นทางเดินหายใจนับล้านคน ถือเป็นเรื่องปกติและไม่น่ากลัวอย่างที่หลายคนกังวลใจ ทั้งนี้การผ่าตัดต่อมทอนซิลไม่ได้ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง และไม่ได้ทำให้ร่างกายป่วยบ่อยอย่างที่หลายคนเข้าใจ ดังนั้นหากในผู้ที่มีอาการต่อมทอนซิลอักเสบบ่อย จนร่างกายทรุดโทรม สุขภาพย่ำแย่ เสียการเสียงาน การตัดต่อมทอนซิลออกจะช่วยแก้ปัญหาไม่ให้กลับมาป่วยอีก และทำให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น สรุปก็คือการตัดต่อมทอนซิลออกไม่มีข้อเสีย และไม่ทำให้เสียงเปลี่ยน เพราะต่อมทอนซิลไม่เกี่ยวกับการออกเสียงใดๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ในปัจจุบันแพทย์ได้พัฒนาและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้มากขึ้น นั่นคือการผ่าตัดโดยใช้ คลื่นวิทยุ (Radio Frequency) ซึ่งเป็นการผ่าตัดแบบไร้ใบมีด อาศัยคลื่นความถี่ที่ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนในระดับความถี่ โดยคลื่นความถี่นี้จะเปลี่ยนเป็นความร้อนสามารถจี้ห้ามเลือด และตัดเนื้อเยื่อบริเวณที่เครื่องมือจับหรือกดสัมผัสได้ ทำให้การผ่าตัดใช้เวลาสั้นลง เสียเลือดน้อย และระยะเวลาพักฟื้นน้อยกว่าวิธีอื่น

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับต่อมทอนซิลควรรีบปรึกษาแพทย์ โดยมีข้อบ่งชี้อาการ ดังนี้

  • เจ็บคอบ่อย ปีละ 3-4 ครั้ง เป็นประจำทุกปี
  • เจ็บคอร่วมกับมีนิ่วทอนซิล
  • เจ็บคอร่วมกับมีปัญหากลิ่นปาก
  • เคยมีประวัติ ฝีหนองที่ทอนซิล
  • เจ็บคอร่วมกับมีปัญหาต่อมน้ำเหลืองอักเสบบ่อย ๆ
  • ทอนซิลโต ร่วมกับมีปัญหานอนกรน

ที่สำคัญควรหมั่นดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอกจากจะช่วยป้องกันโรคต่อมทอนซิลได้แล้ว ยังเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บอื่น ๆ ได้อีกด้วย

โพสท์ใน สุขภาพทั่วไป | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน โรคเกี่ยวกับ ต่อมทอนซิล แก้ไขได้

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับช่วงนั้นของเดือน

อาหารการกินเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในช่วงวันนั้นของเดือนสำหรับสาวๆ เพราะถึงช่วงนั้นทีไร ร่างกายจะรู้สึกอย่างกินนั่น กินนี่อยู่ตลอดเวลา แต่ก็มีอาหารบางประเภทที่ควรหลีกเลี่ยงเป็นพิเศษในช่วงดังกล่าว เพราะอาจจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพร่างกายของมนุษย์เมนส์ทั้งหลายได้ มาดูกันดีกว่ามีอาหารชนิดใดบ้างที่สาวๆ ควรหลีกเลี่ยงในช่วงวันนั้นของเดือน

1.เนื้อสัตว์ไขมันสูง

เนื้อสัตว์ไขมันสูงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้มนุษย์เมนส์ทั้งหลาย มีอาการปวดประจำเดือนมากกว่าปกติ ยิ่งกินมากก็จะยิ่งทวีความปวดรุนแรกมากขึ้น ดังนั้นสาวๆ ควรงดอาหารจำพวกนี้ไว้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นหมูทอด, ไส้กรอก, หมูปิ้ง ฯลฯ ไว้ให้พ้นช่วงแดงเดือดซะก่อนค่อยกลับมากินใหม่นะคะ

2.เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

เครื่องดื่มประเภทที่มีคาเฟอีน ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ น้ำอัดลมบางชนิด ถือเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีในการทำให้มดลูกบีบตัวมากขึ้นในช่วงมีประจำเดือน ส่งผลทำให้เกิดอาการปวดท้องทั้งก่อนและระหว่างมีประจำเดือนเลยทีเดียว ซึ่งถือเป็นอาการที่จะสร้างความทรมานให้กับคุณสาวๆ เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังจะทำให้อารมณ์แปรปรวนได้ง่ายมากขึ้นด้วย

3.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

สำหรับสายปาร์ตี้ทั้งหลายที่กำลังอยู่ในช่วงวันนั้นของเดือน ขอให้คุณงดไปสักพัก เพราะการดื่มแอลกอฮอล์ประเภทต่างๆ ทั้ง เหล้า เบียร์ ไวน์ เพราะจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ประจำเดือนของคุณมาไม่ปกติ นอกจากนี้ยังมีผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดภาวะกระดุกพรุนและโลหิตจางด้วย ไม่ว่าจะมีประจำเดือนหรือไม่มีประจำเดือน เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้สาวๆ มีสุขภาพที่แย่ลงได้ทั้งนั้น ทางที่ดีควรงดไปดื่มไปเลย จะดีกว่าค่ะ

4.ไอศกรีม

สาวๆ หลายคนมักจะอยากทานอาหารเย็นๆ ในช่วงวันนั้นของเดือน แต่รู้หรือไม่ว่าการรับประทานอาหารจำพวกนี้ไม่ว่าจะเป็น ไอศกรีม น้ำแข็ง เครื่องดื่มเย็นๆ จะทำให้เกิดปัญหาประจำเดือนเป็นลิ่มเลือด ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ทำให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับการทำงานของอวัยวะต่างๆ อีกทั้งยังเพิ่มอาการปวดเมื่อยตามร่างกายอีกด้วย

5.อาหารที่มีรสชาติเค็มจัด

อาหารที่มีรสชาติเค็มจัด เช่น อาหารที่ปรุงด้วยเกลือ, น้ำปลา, ซีอิ๊ว หรือมีปริมาณโซเดียมสูง จะทำให้เกิดอาการตัวบวมมากขึ้นในช่วงมีประจำเดือน ซึ่งจริงๆ แล้วก่อนมีประจำเดือนสาวๆ หลายคนก็มักจะมีอาการตัวบวมอยู่แล้ว การรับประทานอาหารประเภทนี้จึงทำให้สาวๆ เพิ่มความบวมมากขึ้นไปอีก

อาหารเหล่านี้ถือเป็นอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเป็นพิเศษในช่วงวันแดงเดือดของคุณสาวๆ ทั้งหลาย เพราะจะยิ่งทำให้อาการปวดประจำเดือนของคุณพุ่งทะลุขีดจำกัดมากขึ้นไปกว่าเดิม ดังนั้นถ้าไม่อยากหงุดหงิด ฉุนเฉียวจากความไม่สบายเนื้อสบายตัวในช่วงมีประจำเดือนมากขึ้นล่ะก็ ขอให้งดอาหารเหล่านี้ไว้ก่อนจะดีที่สุด

โพสท์ใน สุขภาพทั่วไป, อาหารการกิน | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับช่วงนั้นของเดือน

โรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปีและโรคตับมีอะไรบ้าง ?

เนื่องจากโรคตับมีอยู่หลายชนิดเหมือนกัน ดังนั้น เราต้องแยกออกก่อนว่าเราเป็นโรคอะไรเกี่ยวกับตับ อย่างเช่น โรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปี หรือ โรคตับอักเสบ เป็นอย่างไร หากเรามีข้อมูลสำหรับโรคนั้นๆเราก็สามารถหาแนวทางการรักษาได้อย่างถูกวิธี แต่ที่สำคัญต้องแยกประเภทที่เราจะเป็นเสียก่อน จึงจะไปขั้นตอนการรักษาหรือดูแลได้อย่างถูกต้อง

โรคตับอักเสบบีเรื้องรังมีผลต่อสุขภาพของคนเรา

ผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบบีเรื้อรังนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าพบแพทย์อย่างน้อยปีลพหนึ่งครั้งเพราะว่าความเสียหายของตับเรานั้นเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทางแพทย์จะให้คำแนะนำที่ดีที่สุดเกี่ยวกับวิธีการดูแลรักษาตับและดูแลสุขภาพของคนเราอย่างถูกต้องที่สุดนั้นเอง พร้อมทั้งยังคอยให้คำแนะนำอีกว่าเรานั้นจะต้องใช้ยาตัวไหนหรือไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ยา และแพทย์จะส่งตัวเราเพื่อไปเข้าพบกับผู้ที่เชียวชาญเรื่องตับถ้าหากเรามีอาการร้ายแรงหรือหนัก โดยทั่วไปแล้วคนส่วนใหญ่ที่เป็นโรคตับอักเสบบีเรื้อรังนั้นจะมีสุขภาพที่ดีและไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ยาเอาไว้รักษาโรคนี้

วิธีที่จะช่วยรักษาตับของเราให้แข็งแรงและอยู่กับเราไปนานๆนั้น คือ

ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ให้น้อยลงหรือหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รักประทานให้ครบ 5หมู่ แน้นรับประทานอาหารจำพวกผักผลไม้เยอะๆ  และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดเลยคืออาหารมัน และคอยรักษาน้ำหนักให้เหมาะสมกับตัวเราและสุขภาพของเรา

เลิกหรืองดหรือลดการสูบบุหรี่

เพราะบุหรี่คือตัวทำร้ายร่างกายอันดับต้นๆ ทั้งทำให้เกิดโรคร้ายแรงต่างๆตามมาอีกมากมาย อาทิเช่น โรคมะเร็ง เพราะฉะนั้นเราควรหลีกเลี้ยงหรืองดการสูบบุหรี่หรือสูดดมควันบุหรี่เข้าไปในร่างกายเป็นอันขาดเป็นการป้องกันต่อการเกิดโรคได้ดีที่สุด  คอยออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

จัดการความเครียดของเรา

ไม่คิดมากเกินไปหลีกเลี่ยงสิ่งที่มีผลกระทบต่อความคิดเรา ทำจิตใจให้สงบ ยิ้มแย้ม และพักผ่อนให้เพียงพอ และสุดท้าย ฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบเอ เพราะว่าถ้าหากเรานั้นได้รับเชื้อไวรัสตัวหรือหรือติดเชื้อไวรัสตัวอื่นขณะที่เรานั้นเป็นโรคตับอักเสบบีเรื้องรังอยู่แล้วจะยิ่งทำให้หรือทวีความรุนแรงของโรคตับให้ยิ่งมีความรุนแรงมากขึ้น

โพสท์ใน สุขภาพทั่วไป | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน โรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปีและโรคตับมีอะไรบ้าง ?

โรคฉี่หนู โรคฤดูฝน

โรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis)

สวัสดี สมาชิกที่รักและใส่ใจในสุขภาพทุกคนครับ เผลอนิดเดียวนี่ก็หมดครึ่งแรกของปีแล้วนะครับ และช่วงนี้ก็เป็นช่วงฤดูฝน และในภาวะที่ฝนตกหนักจนในพื้นที่เกิดน้ำท่วมขัง ซึ่งทุกคนคงพอจะนึกภาพออกกับการเดินลุยน้ำท่วมขัง ซึ่งมีเชื้อโรคมากมาย ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดโรคตาแดง น้ำกัดเท้า เชื้อราที่เท้า อหิวาตกโรค โรคอุจจาระร่วง ฯลฯ แล้วนั้น ยังมีอีกโรคที่รุนแรงและเกิดเป็นประจำทุกปี นำมาซึ่งการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของพี่น้องคนไทยทุกปี นั้นก็คือ โรคฉี่หนู พอถึงตรงนี้หากท่านใดที่ยังจำเป็นต้องเดินเท้าลุยนำ้ หรืออาศัยอยู่ในบริเวณที่นำ้ท่วมขังตลอดเมื่อมีฝนตก คงต้องมาทำความรู้จัก กับโรคฉี่หนู เพื่อหาวิธีป้องกัน เอาไว้ดีกว่าแก้ไข เพราะโรคนี้มักจะระบาดในช่วงที่มีนำ้ท่วมขัง และยังรุนแรงจนกระทั่งเสียชีวิตได้ด้วยเช่นกันครับ

โรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis)

เกิดจากเชื้อกลุ่ม Leptospira มักพบการระบาดในหน้าฝน หรือช่วงที่มีน้ำท่วมขัง สัตว์ที่แพร่เชื้อโรคนี้ ได้แก่ พวกสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู โดยที่ตัวมันไม่เป็นโรค สัตว์พวกนี้เก็บเชื้อไว้ที่ไต ดังนั้นเมื่อฉี่ออกมาจะมีเชื้อนี้ปนอยู่ด้วยจึงเป็นที่มาของคำว่า “โรคฉี่หนู” นอกจากจะพบเชื้อนี้ในหนูแล้วยังพบได้ใน สุนัข วัว ควาย เชื้อโรคนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายคนได้ 2 ทางคือ

โรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis)

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อกลุ่ม Leptospira มักพบการระบาดในเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน เนื่องจากเป็นฤดูฝนต่อฤดูหนาว หรือช่วงที่มีน้ำท่วมขัง

การติดต่อ

สัตว์ที่แพร่เชื้อโรคนี้ ได้แก่ พวกสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู โดยที่ตัวมันไม่เป็นโรค สัตว์พวกนี้เก็บเชื้อไว้ที่ไต ดังนั้นเมื่อฉี่ออกมาจะมีเชื้อนี้ปนอยู่ด้วยจึงเป็นที่มาของคำว่า “โรคฉี่หนู” นอกจากจะพบเชื้อนี้ในหนูแล้วยังพบได้ใน สุนัข วัว ควาย เชื้อโรคนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายคนได้ 2 ทางคือ

  1. ทางตรง โดยการสัมผัสสัตว์ที่มีเชื้ออยู่ หรือ โดนสัตว์ที่มีเชื้อกัด
  2. ทางอ้อม เช่น
  • เชื้อจากฉี่หนูปนอยู่ในน้ำหรือดิน แล้วเข้าสู่คนทางบาดแผล
  • มือสัมผัสเชื้อที่ปนอยู่ในน้ำหรือดิน แล้วเอาเชื้อเข้าทางเยื่อบุในปาก ตา จมูก
  • กินน้ำหรืออาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป

อาการที่สำคัญ

มักเริ่มมีอาการหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 4-14 วัน (โดยเฉลี่ย 10 วัน) เมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดจะทำให้เกิดอาการ ไข้สูงหนาวสั่น ปวดหัวรุนแรง ตาแดง ปวดกล้ามเนื้อมากโดยเฉพาะบริเวณน่อง ขาเอว เวลากดหรือจับจะปวดมาก นอกจากนี้ยังอาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน บางรายมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย บางรายอาการรุนแรงจนกระทั่งตับวาย ไตวาย และทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด

การรักษา

โรคนี้รักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ เช่น เพนนิซิลิน ( penicillin) เตตร้าซัยคลิน (tetracycline) สเตร็ปโตมัยซิน (streptomycin) หรือ อิริทรอมัยซิน (erythromycin) ควรได้รับยาภายใน 4-7 วันหลังเกิดอาการ และควรได้รับน้ำและเกลือแร่อย่างเพียงพอ

การป้องกัน

  1. หลีกเลี่ยงการลุยน้ำลุยโคลน ถ้าจำเป็นควรสวมรองเท้าบู๊ทยางกันน้ำ โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผลที่ขา
  2. กรณีที่ไม่มีรองเท้าบู๊ทยางกันน้ำ ถ้ามีบาดแผลที่ขา ให้ใช้ถุงพลาสติกสะอาดหรือวัสดุกันน้ำอื่นๆ ห่อหรือคลุมขาและเท้าหรือบริเวณที่มีบาดแผล
  3. หลีกเลี่ยงการแช่น้ำหรือย่ำโคลนนานๆ เมื่อพ้นจากน้ำแล้วต้องรีบล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่แล้วเช็ดให้แห้งโดยเร็วที่สุด
  4. สวมกางเกงกันน้ำ หรือถุงมือกันน้ำ เมื่อต้องสัมผัสน้ำ เช่นเวลาเดินย่ำน้ำ หรือช่วยสร้างทำนบกั้นน้ำ หรือ ระหว่างทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด
  5. ระวังน้ำไม่สะอาดกระเด็นเข้าปาก ตา หรือ จมูก
  6. กินอาหารที่ปรุงสุกทันที และเก็บอาหารในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด
  7. เก็บอาหารให้มิดชิด ไม่ให้หนูมากินแล้วฉี่ทิ้งไว้โดยที่เราไม่รู้ตัว ไม่ควรเก็บอาหารบริเวณที่ใช้นอน
  8. ห้ามกินน้ำตามแหล่งธรรมชาติในช่วงน้ำท่วม แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ต้องกรองน้ำและต้มน้ำให้ร้อนจัดก่อน
  9. ผักต้องล้างด้วยน้ำสะอาด ไม่ควรกินผักดิบแต่ควรต้มหรือผัดให้สุกก่อนกิน
  10. ผลไม้ต้องล้างด้วยน้ำสะอาด และควรปอกเปลือก
  11. ระวังน้ำแข็งที่ไม่สะอาด เพราะเชื้อฉี่หนูมีชีวิตอยู่ได้ในน้ำแข็ง
  12. ไม่ถ่ายอุจจาระหรือทิ้งขยะลงน้ำ ควรรวบรวมใส่ถุงพลาสติกแล้วมัดปากถุงให้แน่ ระวังถุงรั่ว
    หาภาชนะที่มีฝาปิด เพื่อรวบรวมถุงขยะ ถ้าไม่สามารถหาภาชนะมาใส่ได้ให้วางรวมในที่ที่สุนัขหรือ
  13. สัตว์อื่นมาคุ้ยให้ถุงขยะแตก และไกลจากบริเวณน้ำท่วมถึง
  14. พยายามลดปริมาณขยะเท่าที่ทำได้
  15. พยายามติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อให้นำขยะไปทำลายให้บ่อยที่สุดเท่าที่ทำได้
โพสท์ใน สุขภาพทั่วไป | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน โรคฉี่หนู โรคฤดูฝน

เบาหวานกับ 1,000 ก้าว

เชื่อว่าหลายคน คงเคยได้ยินโรคๆ หนึ่งที่คนไทยนิยมเป็นกัน โดยเฉพาะคนที่มีภาวะอ้วน นั่นคือ “โรคเบาหวาน” ซึ่งโรคนี้เมื่อเป็นแล้วจะไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ และบางรายอาจจะเป็นรุนแรงขึ้น เนื่องจากร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินไป ทำให้หลายคนต้องกินยาจำนวนมากเพื่อบรรเทาอาการ แต่รู้หรือไม่ว่าโรคนี้สามารถควบคุมได้ด้วยกิจวัตรประจำวันอย่าง “การเดิน” ที่จะช่วยให้โรคเบาหวานบรรเทาลงได้

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่า การเดินนั้นสามารถช่วยให้คนที่เป็นโรคเบาหวานอาการดีขึ้นได้ และสำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคนี้การเดินก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ โดยการเดินสามารถลดความเสี่ยงและบรรเทาอาการของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้มากถึงร้อยละ 60 ซึ่งหลายคนคงอาจจะยังไม่ทราบว่าโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นอย่างไร

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 คือ โรคเบาหวานที่เกิดในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 30 ปี และมักจะอ้วน หรือที่เรียกว่า non-insulin-dependent diabetes [NIDDM] ผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้อาจจะไม่มีอาการเหมือนผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 เนื่องจากผู้ป่วยจะค่อยๆ เป็นโดยไม่รู้ตัว บางรายเกิดโรคแทรกซ้อนตั้งแต่วินิจฉัยได้ โดยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีสาเหตุมาจาการรับประทานอาหารเข้าไปสารอาหารจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาล และถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดร่างกายก็จะขับฮอร์โมนชื่อว่า “อินซูลิน” เพื่อนำน้ำตาลเข้าไปในเซลล์ แล้วยังมีสาเหตุอื่นร่วมด้วยคือ ตับ กล้ามเนื้อ เซลล์ไขมัน มีความทนทานต่ออินซูลินเพิ่ม(insulin resistance) และความผิดปกติการหลั่งอินซูลิน (impaired beta-cell function) ของตับอ่อนนั่นเอง

อย่างที่เรารู้กันว่าโรคเบาหวานนั้น ถ้าเป็นแล้วไม่มีทางที่จะรักษาให้หายได้นอกจากจะกินยา Metformin และควบคุมน้ำตาล ควบคุมอาหาร ออกกำลังกายด้วยตัวเองเท่านั้น ซึ่งการเดินก็เป็นการออกกำลังกายวิธีหนึ่ง จากงานวิจัยของ ดร. โยชิโร ฮาตาโน ผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬาและสุขภาพ ของประเทศญี่ปุ่น พบว่า การเดินสามารถเผาผลาญจากการกินอาหารได้ถึง 20% และนอกจากนี้ยังช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานนั้นควรเดิน 9,900 – 10,000 ก้าวต่อวัน (3.3 กิโลเมตร) หรือ 70,000 ก้าวต่อสัปดาห์ (23.3 กิโลเมตร) การเดินในปริมาณเท่านี้จะช่วยให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานสามารถควบคุมน้ำตาลได้ง่ายขึ้น ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานที่มีการทำงานของอินซูลิน (insulin) ลดลงนั้น พบว่าการปฏิบัติเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้นและร่างกายก็สามารถที่จะนำน้ำตาลไปใช้งานได้ดีขึ้น ซึ้งนั่นก็หมายถึงเราสามารถควบคุมโรคเบาหวานได้นั่นเอง และนอกจากนี้สำหรับคนปกติที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวานการปฏิบัติเช่นนี้ก็ยังทำให้เป็นโรคนี้ยากขึ้นอีกด้วย

โพสท์ใน สุขภาพทั่วไป | ติดป้ายกำกับ , , , | ปิดความเห็น บน เบาหวานกับ 1,000 ก้าว

รู้ทันโรค โรคกระดูกพรุน กับการดูแลตัวเอง

อ. นพ.กุลพัชร จุลสำลี

ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์

อันตรายของโรคกระดูกพรุน
     โรคกระดูกพรุน หมายถึง โรคที่ความแข็งแรงของกระดูกลดลง จนทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก โดยเหตุที่อุบัติเหตุเล็กน้อยก็อาจจะทำให้กระดูกหักได้ ความสำคัญกับอันตรายของโรคนี้ ถ้าเป็นปกติโดยทั่วไปเดินหกล้มบนพื้นราบธรรมดา เราไม่เป็นอะไร อย่างมากเราอาจจะข้อเท้าพลิก เจ็บมือนิดหน่อย เอามือยันพื้นได้ แต่กลุ่มคนที่เป็นโรคกระดูกพรุน เราลื่นล้มบนพื้นราบ ก็อาจจะทำให้เกิดกระดูกหักได้ มือยันพื้น ข้อมือหัก สะโพกกระแทกพื้น สะโพกหัก นี่คือความอันตรายของโรคกระดูกพรุน

สาเหตุของโรคกระดูกพรุน

ปกติกระดูกของเราจะมีการสร้างและการทำลายกระดูกอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงอายุก่อน 30-35 ปี เราจะมีการสร้างและการทำลายกระดูก ที่มีการสร้างมากกว่าการทำลาย เพราะฉะนั้นกระดูกจะค่อย ๆ แข็งขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากอายุ 30-35 ปี ช่วงประมาณ 5-10 ปี มวลกระดูกจะคงที่ คือมีการสร้างและการทำลายที่สมดุลกัน หลังจากผ่านระยะนั้นไปคือประมาณอายุ 40 ปีเป็นต้นไป การทำลายกระดูกจะเริ่มมากกว่าการสร้าง เพราะฉะนั้น โดยธรรมชาติของเรา กระดูกจะค่อย ๆ บางลงเรื่อย ๆ จากการทำลายกระดูกที่เยอะกว่าการสร้างกระดูก เพราะฉะนั้น ยิ่งเราแก่ตัวไป กระดูกเราจะค่อย ๆ บางไปตามธรรมชาติ

ระดับของกระดูกพรุนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าเราสะสมมวลกระดูกตั้งแต่ช่วงอายุแรกเกิดจนถึง 30 ปีไว้มากน้อยแค่ไหน

อีกประเด็นหนึ่งเรื่องปัจจัยที่ทำให้เราเป็นกระดูกพรุนก่อนวัยอันควร คือ โรคประจำตัวต่าง ๆ และลักษณะการใช้ชีวิตประจำวัน โรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นกระดูกพรุน ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคที่เกี่ยวกับโรคข้อ โรครูมาตอยด์ต่าง ๆ คนที่เป็นโรคไทรอยด์ โรคเกี่ยวกับต่อมพาราไทรอยด์ หรือต่อมหมวกไตมีปัญหา หรือกลุ่มที่ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นประจำ ก็จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนก่อนวัยอันควร

ส่วนลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นกระดูกพรุน ได้แก่ กลุ่มคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเท่าไร การใช้ชีวิตนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ก็จะทำให้มีความเสี่ยงเป็นกระดูกพรุนมากกว่าคนทั่วไป

อาการ

โรคนี้จะไม่มีอาการอะไรให้เราเห็นเลย เขาจะแสดงอาการก็ต่อเมื่อกระดูกเราหักไปแล้ว เพราะฉะนั้นแล้ว การตระหนักถึงโรคนี้ การรู้ถึงความเสี่ยง การย้อนกลับไปมองตัวเองว่าเรามีความเสี่ยงหรือเปล่า จากนั้นเราถึงจะไปพิจารณาพบแพทย์ เพื่อที่จะตรวจมวลกระดูก หรือคำนวณความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหัก

 

ปัจจุบันโรคกระดูกพรุนมี 2 แบบหลัก ๆ

การตรวจมวลกระดูก เราไปพบแพทย์ แพทย์จะส่งให้เราไปเข้าเครื่องตรวจมวลกระดูก เราจะได้รับรังสีเพียงเล็กน้อย จากนั้นจะตรวจมวลกระดูกออกมา แล้วคำนวณตามค่าเฉลี่ยของประชากร ถ้ามวลกระดูกของเราอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ยของประชากรถึงระดับหนึ่ง เราก็จะสามารถวินิจฉัยเป็นโรคกระดูกพรุนได้
วิธีการคำนวณความเสี่ยงในการที่จะเกิดกระดูกหัก แพทย์จะถามประวัติคร่าว ๆ แล้วจะคำนวณออกมา ความเสี่ยงนี้ชื่อว่า การคำนวณ frax score จะดูจากเพศ อายุ ดัชนีมวลกาย พฤติกรรมการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โรคประจำตัว การกินยาสเตียรอยด์ รวมถึงประวัติครอบครัวที่มีประวัติเป็นกระดูกพรุน ความเสี่ยง frax score จะคำนวณออกมาได้ 2 แบบ คือ คำนวณเรื่องความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหัก โดยทั่วไปในระยะ 10 ปี กับกระดูกหักบริเวณสะโพกในระยะ 10 ปี ถ้าค่าความเสี่ยง frax score ของกระดูกหักทั่วไปมากกว่า 20% ในระยะ 10 ปี หรือค่าความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกสะโพกหักมากกว่า 3% ในระยะ 10 ปี ก็จะต้องได้รับการวินิจฉัยเป็นกระดูกพรุน และต้องได้รับการรักษา
การรักษา และการดูแลตัวเอง

โรคกระดูกพรุนเป็นโรค เราต้องรักษา การรักษาก็จะเป็นการรักษาด้วยยา เพราะฉะนั้น การกินยา หรือบางท่านจะเลือกใช้วิธีฉีดยารักษาโรคกระดูกพรุน เราก็ควรจะไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอและกินยาอย่างสม่ำเสมอ

การดูแลตัวเอง

ข้อที่ 1 คือ ระวังเรื่องพลัดตกหกล้ม เนื่องจากเราเป็นโรคกระดูกพรุน เราล้มนิดเดียวเราอาจจะกระดูกหักได้ กระดูกหักแล้วชีวิตเปลี่ยนเลย เพราะฉะนั้นเรื่องการระวังพลัดตกหกล้มนี่สำคัญ การจัดของที่บ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เรื่องของขั้นบันไดต่าง ๆ เราอาจจะต้องไปจัดระเบียบบ้าน

ข้อที่ 2 คือ เราอาจจะต้องหมั่นไปเจอแสงแดด เนื่องจากแสงแดดจะช่วยให้ร่างกายเราสังเคราะห์วิตามินD ได้จากธรรมชาติ วิตามิน D จะช่วยให้แคลเซียมจากอาหารที่เรากินเข้าไปหรือจากอาหารเสริมที่เรากินเข้าไปดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ดีขึ้น ข้อแนะนำคือ เราอาจจะต้องไปเจอแสงแดดวันหนึ่งประมาณสัก 15 นาที เป็นแดดอ่อน ๆ อาจจะเลือกเป็นตอนเช้าหรือตอนเย็นก็ได้ อย่างน้อยวันละ 15 นาทีก็เพียงพอ

ข้อที่ 3 คือ การออกกำลังกาย การออกกำลังกายให้เหมาะสมกับวัย การออกกำลังกายที่จะช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้ ก็ต้องเป็นการออกกำลังกายที่มีน้ำหนักลงบริเวณข้อต่อต่าง ๆ เช่น การเดินเร็ว ๆ การวิ่งเหยาะ ๆ หรือการเต้นแอโรบิกสำหรับผู้สูงอายุจะช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้ ทำให้มวลกระดูกแข็งแรงขึ้น นอกจากการออกกำลังกายจะช่วยเรื่องของมวลกระดูกแล้ว ยังจะช่วยให้กำลังกล้ามเนื้อมีสมรรถภาพที่ดี สมรรถภาพของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อต่าง ๆ จะดี และช่วยป้องกันการพลัดตกหกล้มได้อีกทางหนึ่ง กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนจะมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น อายุเยอะ บางคนมีปัญหาเรื่องข้อ ข้อเข่าเสื่อมบ้าง ข้อสะโพกมีปัญหา หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท บางคนมีเรื่องโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคไตต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นข้อจำกัดในการออกกำลังกายทั้งสิ้น แนะนำว่า อาจจะต้องปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลในเรื่องของข้อจำกัดในการออกกำลังกายของเราว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง แต่โดยส่วนใหญ่ ผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุน การออกกำลังกายที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้

โพสท์ใน สุขภาพทั่วไป | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน รู้ทันโรค โรคกระดูกพรุน กับการดูแลตัวเอง